
ไรอัน กิกส์ ปีกพ่อมด ตำนานที่โลกฟุตบอลยากจะลืม
- sun-31
- 26 views

ไรอัน กิกส์ ปีกพ่อมด คือนิยามของปีกซ้ายที่เหนือจินตนาการ ด้วยความเร็วอันจัดจ้าน ทักษะการเลี้ยงบอลที่ยากจะคาดเดา และความสามารถในการเปิดบอลที่แม่นยำ เขาสร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แฟนบอลตลอด 24 ฤดูกาล กับทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะการเป็นนักเตะ ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด ในประวัติศาสตร์มากถึง 13 สมัยด้วยกัน
สำหรับความเป็นมาของไรอัน กิกส์ (Ryan Giggs) เกิดเมื่อวันที่ 29 เดือนพฤศจิกายน 1973 ในเมือง Canton ของประเทศเวลส์ แม้ว่าเขาจะเติบโตมา ในสภาพแวดล้อมคนที่ชื่นชอบรักบี้ แต่พรสวรรค์ด้านฟุตบอลของเขา กลับโดดเด่นจนถูกแมวมองของแมนยู ดึงตัวเข้าสู่อะคาเดมี่ ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น
ซึ่งเขาก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1991 และกลายเป็นผู้เล่นหลัก ในตำแหน่งปีกซ้ายได้อย่างรวดเร็ว ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดันและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญของ Class of 92 และเป็นผู้เล่นคนเดียว ที่อยู่กับสโมสรตลอดการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (12 ธันวาคม 2025) [1]
โดยเส้นทางลูกหนังของไรอัน กิกส์นั้น เริ่มต้นจากการเป็นนักเตะเยาวชนของปีศาจแดง ตั้งแต่อายุ 14 ปี และก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1991 เขาคือหนึ่งใน Class of 92 ที่สร้างตำนานให้กับสโมสร เช่นเดียวกันกับ พอล สโคลส์
โดยสร้างชื่อเสียงในฐานะปีกซ้ายที่มีความเร็ว บวกกับทักษะการเลี้ยงบอลที่น่าทึ่ง รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์ยุคทองของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันกิกส์ จึงทำให้สร้างประวัติศาสตร์ ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ด้วยการเป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้สโมสรเดียวมากที่สุด 963 นัด และเป็นผู้เล่นที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากที่สุดถึง 13 สมัย
เขายังได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมอาชีพ ในฐานะนักเตะ ที่เปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานผิดปกติ อีกทั้ง เขาแขวนสตั๊ดในปี 2014 และผันตัวสู่บทบาทผู้ช่วยโค้ช ก่อนจะไปคุมทีมชาติเวลส์ ซึ่งเป็นบทบาทล่าสุด ในชีวิตลูกหนังของเขา
ที่มา: Ryan Giggs (2025) [2]

โดยเส้นทางการพัฒนาของแข้งรายนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยในช่วงแรกของอาชีพ เขาคือปีกซ้ายธรรมชาติที่ใช้ความเร็ว หรือการเลี้ยงบอล เพื่อทะลุทะลวงแนวรับคู่แข่งเป็นหลัก ทำให้เขาได้รับฉายาว่า ปีกพ่อมด แต่เมื่อเข้าสู่วัย 30 ปีเป็นต้นไป
เขาได้ปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นอย่างชาญฉลาด ตามคำแนะนำของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กิกส์ได้พัฒนาไปเป็นกองกลางตัวกลาง ที่เน้นการจ่ายบอลและวิสัยทัศน์ แทนการใช้ความเร็วล้วนๆ เขาใช้ประสบการณ์ และความเข้าใจเกมในการควบคุมจังหวะการเล่น แถมยังคงรักษาความแม่นยำ ในการผ่านบอลได้ดีเยี่ยม
ซึ่งการปรับบทบาทนี้ ทำให้เขายืดอายุการค้าแข้งออกไปได้หลายปี และยังคงเป็นกำลังสำคัญ ในการคว้าแชมป์ในช่วงท้ายอาชีพได้สำเร็จ
โดยความเข้าใจเกมของไรอันกิกส์ ในช่วงท้ายอาชีพนั้น อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งเขาสามารถยกระดับเพื่อนร่วมทีมได้ด้วย การตัดสินใจที่ถูกต้อง บวกกับจังหวะการผ่านบอลที่แม่นยำ เขามักจะเปลี่ยนบทบาทเป็นกองกลางตัวกลาง ที่คอยเชื่อมเกมและควบคุมพื้นที่ ทำให้ผู้เล่นอายุน้อยกว่าสามารถเล่นได้อย่างอิสระ หรือมั่นใจมากขึ้นในแดนหน้า
ความเป็นผู้นำในสนาม ที่ไม่เคยแสดงท่าทีตื่นตระหนก ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมมีความนิ่ง เมื่อเจอสถานการณ์กดดัน สำหรับเรื่องค่าเหนื่อยของกิกส์ ในช่วงที่ค้าแข้ง แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนตลอดอาชีพ แต่ในช่วงพีคและช่วงท้ายอาชีพ
ข้อมูลที่ไม่เป็นทางการระบุว่า เขารับค่าเหนื่อยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 80,000 ถึง 100,000 ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นค่าตอบแทนที่สูง ตามมาตรฐานของนักเตะระดับตำนาน ที่อยู่ในสโมสรมาอย่างยาวนาน และมีอิทธิพลต่อทีมสูงมาก (8 มิถุนายน 2011) [3]
บันทึกสถิติการเล่นให้กับทีมต้นสังกัด
ภาพรวมผลงานที่ทำไว้กับทีมชาติ เวลส์
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ ไรอันกิกส์ ปีกพ่อมด คือตำนานความเร็ว และความภักดีของแมนยูอย่างแท้จริง ที่ครองตำแหน่งปีกซ้ายมาเกือบสองทศวรรษ เขามีจุดเด่นที่ทักษะการเลี้ยงบอลระดับเวทมนตร์ และความสามารถในการปรับตัว จากการเป็นปีกความเร็วสูง ไปสู่กองกลางจอมเก๋าผู้คุมจังหวะ ความสม่ำเสมอของเขา ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์มากมาย ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่มีใครเทียบได้
โดยเขามีบทบาทสำคัญ ในการสร้างสรรค์โอกาสทำประตู ของแมนยูตลอดอาชีพ โดยในช่วงแรกเขา ใช้การเลี้ยงบอลที่ยากจะจับทาง และความเร็วในการทะลุทะลวงไป จนสุดเส้นแล้วเปิดเข้ากลางอย่างแม่นยำ เมื่ออายุมากขึ้น เขาปรับมาใช้วิสัยทัศน์ และการจ่ายบอลทะลุช่อง ในตำแหน่งกองกลางตัวใน ทำให้เขายังคงเป็นผู้เล่น ที่สร้างสรรค์โอกาสทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ
ภาพจำที่ไม่ถูกลืมของเขาคือ จังหวะที่เขากระชากบอลผ่านผู้เล่นหลายคน ด้วยความเร็วเหนือเสียง โดยเฉพาะประตูโซโล่เดี่ยว ในเกมเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศกับอาร์เซนอล ในปี 1999 ที่ยังคงเป็นภาพจำสุดคลาสสิก นอกจากนี้ ยังมีภาพจำในฐานะนักเตะคนเดียว ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 13 สมัยเลยทีเดียว

