
โลมาหลังโหนก ชายฝั่งเขตร้อน ที่คนมักไม่รู้จัก
- J. Kanji
- 7 views

โลมาหลังโหนก ชายฝั่งเขตร้อน เป็นโลมาที่ใช้ชีวิต แนบชิดกับแนวชายฝั่ง และป่าชายเลน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับ กิจกรรมของมนุษย์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความใกล้ชิดนี้ ทำให้โลมาหลังโหนก กลายเป็นทั้งผู้เฝ้าระวัง สุขภาพระบบนิเวศชายฝั่ง และหนึ่งในโลมา ที่เผชิญความเปราะบาง สูงที่สุดในโลก
โลมาหลังโหนกเป็นชื่อเรียกรวม ของโลมาในสกุล Sousa ซึ่งแตกต่างจากโลมาปากขวด ที่คุ้นตาอย่างชัดเจน จุดสังเกตสำคัญที่สุดคือ “โหนก” บริเวณหลังส่วนหน้า ของครีบหลัง ซึ่งทำให้ครีบดูเตี้ย โค้ง และวางอยู่บนฐานหนา ต่างจากครีบหลังสูงเรียว ของโลมาทะเลเปิด
ลักษณะลำตัว ของโลมาหลังโหนก ค่อนข้างอ้วนสั้น ศีรษะกลม ไม่มีจะงอยปากยาวเด่นชัด เหมือนโลมาปากขวด สีผิวแตกต่างกันไป ตามชนิดและอายุ ตั้งแต่สีเทาเข้ม เทาอ่อน ไปจนถึงชมพูอมขาว ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะโลมาหลังโหนกอินโด-แปซิฟิกที่โตเต็มวัย
ความแตกต่าง ที่สำคัญอีกอย่างคือ ถิ่นอาศัย โลมาหลังโหนกไม่ชอบทะเลลึก พวกมันอาศัยอยู่ในน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน และแนวชายฝั่งที่มีตะกอน ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของมัน เชื่อมโยงกับมนุษย์โดยตรง มากกว่าโลมาชนิดอื่น (28 กันยายน 2025) [1]
โลมาหลังโหนกพบกระจายตัว ในเขตร้อน และกึ่งร้อนของโลก โดยเฉพาะชายฝั่งแอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนตอนใต้ และออสเตรเลียตอนเหนือ พวกมันแทบไม่ออกห่าง จากฝั่งเกินไม่กี่กิโลเมตร และมักอยู่ในน้ำลึก ไม่เกิน 20–30 เมตร
ลักษณะการกระจายตัวเช่นนี้ ทำให้ประชากรโลมาหลังโหนก มักแยกเป็นกลุ่มย่อย ตามแนวชายฝั่ง พื้นที่โปรดของโลมาหลังโหนก คือบริเวณที่มีความซับซ้อน ทางระบบนิเวศ เช่น ปากแม่น้ำ ที่มีน้ำกร่อย ป่าชายเลน หรืออ่าวตื้น ที่มีตะกอนจำนวนมาก บริเวณเหล่านี้ อาจดูขุ่น ไม่ใสสวย เหมือนแนวปะการัง
แต่กลับอุดมไปด้วยปลา และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญ การที่โลมาหลังโหนก อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทำให้มันมีบทบาทเป็น “ดัชนีชีวภาพ” หากพื้นที่ชายฝั่งเสื่อมโทรม มลพิษสูง หรือมีการรบกวนมากเกินไป โลมาชนิดนี้ มักเป็นหนึ่งในสัตว์กลุ่มแรก ที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อเทียบกับโลมาชนิดอื่น โลมาหลังโหนกถือว่าเป็นโลมา ที่ค่อนข้างขี้ระแวง และไม่ชอบแสดงพฤติกรรมหวือหวา พวกมันไม่ค่อยกระโดดสูงจากผิวน้ำ และไม่ค่อยเข้าหาเรือเหมือน โลมาปากยาว (Long-beaked Dolphin) ลักษณะเช่นนี้ สะท้อนการปรับตัว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมนุษย์
โครงสร้างสังคมของโลมาหลังโหนก มักเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 2–10 ตัว บางครั้งอาจพบตัวเดี่ยว หรือแม่กับลูกอ่อน การรวมกลุ่มขนาดใหญ่ พบได้น้อยมาก พฤติกรรมโดยรวมค่อนข้างสงบ ว่ายน้ำช้า และใช้เวลาอยู่ใต้น้ำค่อนข้างนาน รูปแบบสังคมนี้ ช่วยลดการแข่งขัน และแรงกดดันภายในกลุ่ม
แม้จะดูเงียบ แต่โลมาหลังโหนก ยังคงใช้การสื่อสารด้วยเสียง เช่น คลิก (clicks) และเสียงหวีด (whistles) เพื่อใช้ในการนำทาง และหาอาหาร โดยเฉพาะในน้ำขุ่น ที่การมองเห็นจำกัด ความสามารถในการใช้ echolocation ทำให้พวกมันยังสามารถล่าเหยื่อ ได้อย่างแม่นยำ ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย (18 ธันวาคม 2025) [2]
อาหารหลักของโลมาหลังโหนก คือปลาขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง รวมถึงปลาที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นทะเล ปลาหน้าดิน และบางครั้ง ก็รวมถึงหมึกหรือกุ้ง โดยมีหลักฐานจากการศึกษา ในปี 1983 ซึ่งตรวจสอบกระเพาะอาหาร ของโลมาหลังโหนกจำนวน 17 ตัว พบว่าปลาแอนโชวี่จมูกแก้ว เป็นเหยื่อที่พบได้บ่อยที่สุด
รองลงมาคือ ปลาลิ้นหมา ปลากะพงเขียว และปลาคอบฟันยาว พวกมันมักล่าเหยื่อในน้ำตื้น โดยใช้ภูมิประเทศ เช่น แนวชายฝั่ง หรือปากแม่น้ำ เป็นตัวช่วยต้อนปลา บทบาทของโลมาหลังโหนกในระบบนิเวศชายฝั่ง มีความสำคัญมาก เพราะมันช่วยควบคุมประชากรปลา และรักษาสมดุล ของห่วงโซ่อาหาร
การมีอยู่ของโลมาหลังโหนก บ่งบอกว่าพื้นที่นั้น ยังมีความอุดมสมบูรณ์ เพียงพอสำหรับสัตว์ผู้ล่าระดับสูง หากโลมาหลังโหนกหายไป จากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มักเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบนิเวศชายฝั่งกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะจากการประมงเกินขนาด มลพิษ หรือการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง
การอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทำให้โลมาหลังโหนก มีความเสี่ยงสูง ต่อการติดอวนประมง โดยเฉพาะอวนลอย และอวนดักปลา ซึ่งเป็นสาเหตุการตาย ที่พบได้บ่อยในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน มลพิษทางน้ำ เช่น สารเคมี และไมโครพลาสติก ยังสามารถสะสม ในร่างกายของโลมาหลังโหนก ผ่านห่วงโซ่อาหาร
และส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ และภูมิคุ้มกันในระยะยาว โดยการศึกษาในปี 2021 จากพื้นที่ปากแม่น้ำเพิร์ล รายงานว่าพบไมโครพลาสติก ในตัวอย่างโลมาหลังโหนกทุกตัว ที่ตรวจสอบ สะท้อนว่ามลพิษพลาสติก ได้กลายเป็นภัยคุกคาม ที่เกิดขึ้นจริงต่อโลมาชายฝั่งชนิดนี้อย่างชัดเจน

โลมาหลังโหนกหลายชนิด ถูกจัดอยู่ในสถานะ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในระดับต่าง ๆ เช่น โลมาหลังโหนกแอตแลนติก ที่มีข้อมูลอัปเดตล่าสุดของ IUCN ในปี 2017 ที่ระบุว่าถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Critically Endangered เนื่องจากประชากร มีขนาดเล็ก และกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ (2017) [3]
การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบ ต่อประชากรทั้งกลุ่มได้ทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวัง จากโครงการอนุรักษ์ ในหลายประเทศ เช่น การกำหนดเขตอนุรักษ์ชายฝั่ง การควบคุมเครื่องมือประมง ที่เป็นอันตราย และการติดตามประชากร ด้วยงานวิจัยระยะยาว
การสร้างความเข้าใจ ให้ชุมชนท้องถิ่น เห็นคุณค่าของโลมาหลังโหนก ก็เป็นอีกกุญแจสำคัญ ในการปกป้องสัตว์ชนิดนี้ การอนุรักษ์โลมาหลังโหนก ไม่ใช่แค่การปกป้องโลมา เพียงชนิดเดียว แต่คือการดูแลระบบนิเวศชายฝั่งทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็ย้อนกลับมาส่งผลดี ต่อมนุษย์เอง
โลมาหลังโหนก ชายฝั่งเขตร้อน คือโลมาที่มีบทบาทสำคัญ ต่อสมดุลของระบบนิเวศน้ำตื้น การที่มันอาศัยอยู่ใกล้มนุษย์มาก ทำให้ทั้งเปราะบาง และมีคุณค่าในเวลาเดียวกัน หากเราสามารถปกป้องถิ่นอาศัย ของโลมาหลังโหนกได้ นั่นหมายถึงการรักษาความอุดมสมบูรณ์ ของทะเลชายฝั่ง ให้คงอยู่ต่อไปในระยะยาว
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยัน การพบประชากรโลมาหลังโหนก ประจำถิ่นในน่านน้ำไทย อย่างเป็นทางการ การกระจายพันธุ์ของโลมาชนิดนี้ พบมากตามชายฝั่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง จีนตอนใต้ และบางพื้นที่ของเอเชียใต้ ซึ่งล้วนเป็นเขตชายฝั่งตื้น และปากแม่น้ำ ที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน
โลมาหลังโหนกมีอายุขัยใกล้เคียง กับโลมาขนาดกลางชนิดอื่น โดยทั่วไปคาดว่า สามารถมีอายุได้ราว 30–40 ปี ทั้งนี้อายุขัย จะขึ้นอยู่กับคุณภาพถิ่นอาศัย ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และระดับการรบกวน จากกิจกรรมของมนุษย์เป็นสำคัญ

