
พิมพ์เขียว ไร้ชื่อ เส้นทางที่ทีมเดินผ่านทุกครั้งที่เกมเริ่ม
- Harry P
- 131 views

พิมพ์เขียว ไร้ชื่อ นิโคลัส บาตัม (Nicolas Batum) การเป็นผู้เล่นที่ “ไม่มีชื่อ” ในไฮไลต์ อาจทำให้ถูกมองข้าม ในสายตาสื่อ และแฟนบาสบางกลุ่ม แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาไร้คุณค่า ตรงกันข้าม เขาคือพิมพ์เขียวของบทบาท ที่หลายทีมต้องการ และไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับมันได้
นิโคลัส บาตัมเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 1988 ที่เมือง Lisieux ประเทศฝรั่งเศส และถูกดราฟต์เข้าสู่ NBA ในปี 2008 โดย Houston Rockets ก่อนจะถูกเทรดไปยัง Portland Trail Blazers ทันที เขากลายเป็นหนึ่งในผู้เล่น ที่มีบทบาทสำคัญในยุคของ Blazers ด้วยความสามารถรอบด้าน
บาตัมเล่นได้ทั้งตำแหน่งสมอลฟอร์เวิร์ด และพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด มีทั้งการป้องกัน การจ่ายบอล และการชู้ตสามแต้ม ที่มั่นคงในระดับหนึ่ง ก่อนที่ชื่อของเขาจะเงียบไปจากสื่อ บาตัมคือหนึ่งในผู้เล่นยุโรป ที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น กลไก ผู้ขับเคลื่อน NBA และเสาหลักของหลายทีมในลีก
เมื่อย้ายไป Charlotte Hornets, LA Clippers และ Philadelphia 76ers บทบาทของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป จากผู้เล่นตัวจริง สู่ตัวสำรองที่มีนาทีจำกัด แต่ยังคงเป็น “ฟันเฟือง” ที่ทีมสามารถเชื่อใจได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่เกม ต้องการความนิ่ง หรือการตัดสินใจที่ไม่ฝืนระบบ (18 ตุลาคม 2025) [1]

ในฤดูกาล 2024-25 กับลอสแอนเจลิส คลิปเปอร์ส (LA Clippers) บาตัมลงสนามถึง 78 เกม แม้จะเริ่มต้นในฐานะตัวจริงเพียง 8 นัด แต่เขาก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือก ที่โค้ชไว้วางใจในช่วงเวลาสำคัญ โดยทำสถิติเฉลี่ย 4.0 แต้ม 2.8 รีบาวด์ และ 1.1 แอสซิสต์ ภายในเวลา 17.5 นาทีต่อเกม
แม้นิโคลัส บาตัมจะมีสิทธิ์ใช้ player option มูลค่า 4.9 ล้านเหรียญ สำหรับฤดูกาลถัดไป แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธ พร้อมมุ่งหน้าสู่การต่อสัญญาฉบับใหม่ เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2025 กับคลิปเปอร์ส ด้วยมูลค่ารวม 11.5 ล้านเหรียญ ในระยะเวลา 2 ปี (30 มิถุนายน 2025) [2]
สัญญานี้ไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นจากทีม แต่ยังยืนยันว่านิโคลัส บาตัมยังคงเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ในระบบที่ต้องการทั้งความเก๋า ความนิ่ง และมุมมองเกม ที่ผ่านการสั่งสมมาอย่างลึกซึ้ง แม้ชื่อของเขาจะไม่ปรากฏบ่อยในสื่อ หรือไฮไลต์ แต่คุณค่าของเขายังคงชัดเจน ในสายตาคนที่มองเกมเป็นระบบ
ในยุคที่ NBA เต็มไปด้วยผู้เล่น ที่พยายามไขว่คว้าสปอตไลต์ และสร้างแบรนด์ส่วนตัว ให้โดดเด่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ บาตัมกลับเลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางของผู้เล่น ที่ยอมเป็น “กาวเชื่อม” แห่งเกมรุก และเกมรับ ยอมอยู่เงียบๆ เพื่อให้คนอื่นเปล่งแสง
เขาคือผู้รับบทบาทยุทธศาสตร์ ที่คอยอุดรอยรั่ว คุมจังหวะ และปิดช่องว่างเล็กๆ ที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ หากไม่มีใครมองเห็นมันทันเวลา สิ่งที่ทำให้บาตัมแตกต่างคือ ความเข้าใจในระบบอย่างลึกซึ้ง และเล่นอย่างมีจริยธรรมในเกม (5 มีนาคม 2021) [3]

เมื่อเปรียบเทียบอดีต และปัจจุบัน ในช่วงที่บาตัมเล่นให้ Portland Trail Blazers และในยุคทองของทีมชาติฝรั่งเศสช่วง FIBA EuroBasket 2011-2015 เขาคือหนึ่งในตัวหลัก ที่รับหน้าที่ทั้งในเกมรุก และเกมรับอย่างเต็มภาคภูมิ เป็นผู้เล่นที่ต้องแบกภาระทั้งการทำแต้ม การจ่ายบอล และการป้องกันในนาทีสำคัญ
แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น เขาเลือกที่จะลดภาระเหล่านั้นลง เพื่อยืดอายุการเล่น และสร้าง impact เชิงคุณภาพ ในเวลาที่สั้นลง เขากลายเป็นต้นแบบของ “ผู้เล่นสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ” โดยเฉพาะในเกมรับ ที่เขายังสามารถรับมือกับผู้เล่นระดับ All-Star ได้ในบางแมตช์
การเปลี่ยนบทบาทเช่นนี้ ต้องอาศัยทั้งวุฒิภาวะ ความเข้าใจในตนเอง และความมั่นคงภายใน เพราะไม่ใช่นักกีฬาทุกคน จะยอมถอยออกจากสปอตไลต์ เพื่อให้ทีมก้าวไปข้างหน้าอย่างราบรื่น
บาตัมอาจไม่ใช่ชื่อที่ถูกพูดถึง หรือพาดหัวข่าวบ่อยนัก ในช่วงหลายปีหลัง แต่เขาคือหนึ่งในผู้เล่น ที่โค้ชระดับสูงวางใจ และเลือกส่งลงสนาม ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายของเกม ช่วงเวลาที่ความนิ่ง และการตัดสินใจที่ถูกต้อง สำคัญกว่าชื่อเสียง และคะแนนเฉลี่ย
เขาคือพิมพ์เขียว ที่ทีมใช้วางโครงสร้างการเล่นอยู่เสมอ ตั้งแต่การสลับตำแหน่งป้องกัน การฟาวล์อย่างมีกลยุทธ์ ไปจนถึงการยืน spaced the floor อย่างถูกจังหวะ เพื่อเปิดทางให้เพื่อนร่วมทีม ได้มีพื้นที่สร้างเกมรุก ทุกอย่างที่เขาทำ อาจไม่หวือหวา แต่กลับมีน้ำหนักในทุกเพลย์ที่เกิดขึ้น
จึงกล่าวได้ว่า พิมพ์เขียว ไร้ชื่อ “นิโคลัส บาตัม” เป็นพิมพ์เขียวที่ทีมใน NBA ต้องการมากกว่าที่คิด เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่อยู่ในสปอตไลต์ตลอดเวลา แต่เขาคือผู้เล่น ที่อยู่ในใจของโค้ช และอยู่ในระบบของทีมอย่างลึกซึ้ง และนั่นคือคุณค่า ที่เหนือกว่าสถิติใดๆ
เพราะนิโคลัส บาตัมเป็นผู้เล่น ที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างทีม แม้จะไม่โดดเด่นในไฮไลต์ หรือสถิติ แต่กลับเป็นคนที่สามารถทำให้ระบบทีม ทำงานได้อย่างสมดุล
โค้ชมองว่าบาตัม เป็นผู้เล่นที่สามารถควบคุมจังหวะเกม อ่านสถานการณ์ได้ดี และเป็นตัวอย่างของความมีวินัยทั้งในสนาม และในห้องแต่งตัว การที่เขาเข้าใจบทบาทของตัวเอง และเคารพระบบอย่างเต็มที่ ทำให้เขาเป็นบุคลากรที่ทีม ไม่อาจขาดได้

