
นานี่ อดีตแข้งจอมสับ นักเตะที่สร้างสีสันและภาพจำ
- sun-31
- 15 views

นานี่ อดีตแข้งจอมสับ คือร่างจำลองของความตื่นเต้น ที่คาดเดาไม่ได้บนริมเส้น โดยมีอาวุธเด็ดคือ การสับขาหลอกที่รวดเร็ว และการยิงไกลที่ทรงพลังทั้งสองเท้า เขาไม่ได้เป็นเพียงปีกที่เน้นความเร็ว ที่เปลี่ยนสนามฟุตบอลให้กลายเป็นเวทีแสดงทักษะเฉพาะตัว ซึ่งภาพจำที่ติดตาแฟนบอลที่สุดคือ การเฉลิมฉลองด้วยการตีลังกากลับหลัง อันเป็นเอกลักษณ์
โดยจุดเริ่มต้นของนานี่ (Nani) เกิดเมื่อวันที่ 17 เดือนพฤศจิกายน 1986 ในเมือง Amadora ของประเทศโปรตุเกส เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับทีม สปอร์ติง ลิสบอน (Sporting CP) อคาเดมี่ชื่อดังที่สร้างนักเตะระดับโลกมามากมาย
โดยนานี่ใช้เวลาเพียงไม่นาน ในการพิสูจน์ตัวเองว่า เป็นปีกที่มีพรสวรรค์สูงที่สุด คนหนึ่งในยุโรป ด้วยสไตล์การเล่นที่กล้าเลี้ยงกล้าลุย และพละกำลังที่ล้นเหลือ จนไปเข้าตาเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ภายใต้ความดิบของเขา
สิ่งที่น่าสนใจคือการฝึกคาโปเอร่า ในช่วงวัยเด็ก ซึ่งเป็นที่มาของความยืดหยุ่น และการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม รวมถึงท่าดีใจตีลังกาอันเป็นตำนาน เส้นทางจากเด็กยากไร้ สู่การเป็นดาวรุ่งค่าตัวแพง จึงเต็มไปด้วยการต่อสู้ หรือความมุ่งมั่นที่อยากจะเปลี่ยนชีวิตครอบครัวให้ดีขึ้นผ่านลูกหนัง (7 ธันวาคม 2025) [1]
สำหรับนานี่เพิ่งตัดสินใจ ยุติเส้นทางค้าแข้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2024 ในวัย 38 ปี หลังจากตระเวนสร้างสีสันมาแล้วกว่า 7 ประเทศทั่วโลก โดยปิดฉากอาชีพกับสโมสร เอสเตรลา อมาโดรา ในลีกบ้านเกิด ซึ่งถือเป็นการแขวนสตั๊ดที่น่าประทับใจ หลังผ่านการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย และแชมป์ยูโร 2016 มาครองอย่างยิ่งใหญ่
สำหรับมูลค่าในตลาดนักเตะ นานี่ถูกแมนฯ ยูไนเต็ด ดึงตัวมาจากสปอร์ติง ลิสบอน ในปี 2007 ด้วยค่าตัวสูงถึง 25.50 ล้านยูโร (หรือประมาณ 17-18 ล้านปอนด์) ซึ่งถือเป็นสถิติมหาศาล สำหรับดาวรุ่งในยุคนั้น (25 ตุลาคม 2022) [2]
ที่มา: Nani (2025) [3]

โดยช่วงเวลาที่สุดของเขา เกิดขึ้นระหว่างปี 2010-2012 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาสลัดพ้นจากเงาของ คริสเตียโน โรนัลโด้ และก้าวขึ้นมาเป็นเอสของแมนยูอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในฤดูกาล 2010-2011 ที่เขาระเบิดฟอร์มทำไปถึง 18 แอสซิสต์ สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของพรีเมียร์ลีก
พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี ของสโมสรจากการโหวต ของเพื่อนร่วมทีม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเกมรุก ด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่า แค่การใช้ความเร็วเท่านั้น
บทบาทของเขาในเกมรุกคือ การเป็นตัวทำลายแนวรับอิสระ ที่สามารถเล่นได้ทั้งสองฝั่งสนาม และมีอาวุธที่คาดเดายากอย่างการยิงไกล รวมถึงการครอสบอลที่คมกริบจากทุกมุม ในช่วงนี้เขามีความมั่นใจสูงมาก จนกลายเป็นผู้เล่นที่กล้าได้กล้าเสียที่สุดในทีม มักจะถูกเลือกให้ลงสนามในเกม ที่ต้องการการเข้าทำแบบพิเศษ เพื่อทลายบล็อกแนวรับคู่แข่ง
สำหรับเรื่องของทักษะการเลี้ยงบอลของนานี่ คือการผสมผสานระหว่างนาฏศิลป์ และการจู่โจม ที่ทำให้กองหลังระดับยุโรปต้องขวัญผวา เพราะเขามีความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางบอล ด้วยความเร็วสูง โดยที่บอลยังติดเท้าเหมือนมีเชือกผูกไว้ เอกลักษณ์สำคัญคือ การใช้ทริคหลอกล่อที่ซับซ้อน ทั้งการสับขาไขว้ และการคลึงบอลด้วยใต้เท้าแบบฟุตซอล
ความน่ากลัวที่เขย่าเวทีฟุตบอลยุโรปคือ ความสมดุลของเท้าทั้งสองข้าง ที่ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า เขาจะลากไปสุดเส้นหลัง เพื่อครอสบอลหรือจะตัดเข้าใน เพื่อปั่นโค้งเข้าเสาไกล ในค่ำคืนยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
หลายครั้งที่นานี่ใช้ทักษะการเลื้อย พาบอลผ่านผู้เล่น 2-3 คนในพื้นที่แคบๆ ราวกับเครื่องจักรที่ไร้แรงเสียดทาน ส่งผลให้เขากลายเป็นอาวุธทำลายล้าง ที่เปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุก ได้อย่างรวดเร็ว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปีก ที่มีทักษะการเลี้ยงบอลส่วนตัวที่อันตราย และคาดเดายากที่สุดคนหนึ่งของทศวรรษ
สถิติการลงเล่นเกมระดับอาชีพ
สถิติการลงสนามให้กับทีมชาติ โปรตุเกส
ท้ายที่สุด นานี่ อดีตแข้งจอมสับ คือปีกสายพันธุ์ระเบิดศึก ที่ผสมผสานความจัดจ้านทางเทคนิคเข้ากับ ความกล้าเล่นในจังหวะเสี่ยงตาย จนกลายเป็นอาวุธลับ ที่กองหลังฝั่งตรงข้ามระวังมากที่สุด คนหนึ่งในยุโรป เขาไม่ใช่แค่ตัวเลื้อยริมเส้น แต่เป็นจอมผลิตจังหวะมหัศจรรย์ ที่มักจะมอบประตูระดับ Masterpiece และแอสซิสต์ที่ชาญฉลาดในแมตช์ ที่ทีมต้องการจุดเปลี่ยนอยู่เสมอ
สาเหตุที่แฟนบอลจดจำเขาไม่ลืมคือ ความรู้สึกแบบ Rollercoaster ที่เขามอบให้ เพราะเขาเป็นนักเตะประเภท ที่สามารถทำเรื่องผิดพลาดแบบน่าเขกกะโหลกในนาทีแรก แต่กลับมารังสรรค์ ลูกยิงไซด์ก้อยเสียบสามเหลี่ยมระดับโลก ได้ในนาทีต่อมา ความไม่แน่นอนที่แฝงไป ด้วยความอัจฉริยะนี้เองที่ ทำให้แฟนบอลต้องลุ้นระทึกทุกครั้งที่เขาได้บอล
โดยเขาคือนิยามของความตื่นเต้น ในยุคที่ฟุตบอลชายเดี่ยวเริ่มหายไป โดยแฟนบอลมักจะหยิบยก จังหวะการทำประตูแบบเหนือธรรมชาติ และการสับขาที่ดูเพลินตามาเปรียบเทียบ กับปีกยุคปัจจุบัน ที่เน้นระเบียบวินัยมากกว่าจินตนาการส่วนตัว ทำให้ชื่อของเขาถูกเรียกหาทุกครั้ง ที่ทีมต้องการนักเตะที่มีพลังทำลายล้างแบบไร้ตำรา

